วันสบายๆของนาย Arm`~

วันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

Chic Style

 เป็นการตกแต่งที่ เน้นความแปลกใหม่ เก๋ไก๋ ใช้สีหลากหลายและสดใส เป็นสไตล์ที่ไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัว อาจจะผสม เก้าอี้ลายดอกของคุณยาย เข้ากับตู้สีแดงที่แสนจะทันสมัย คือเน้นความแปลกและเก๋เป็นหลักนั่นเอง

Monotone Style

Monotone Style เป็น การตกแต่งบ้านด้วยการยึดหลักสีเดียว แต่จะเล่นระดับความเข้มของสีในระดับที่แตกต่างกันไป เช่นในห้องสีเบจ เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์โทนสีครีม สีเหลืองทอง ตลอดจนของตกแต่งอย่างพรมสีน้ำตาลเป็นต้น เพื่อรักษาอารมณ์ที่ต่อเนื่อง เน้นความกลมกลืนกันของบรรยากาศทั้งหมด

อย่างไรก็ตามเนื่อง จากความหลากหลายทางเชื้อชาติ และความผสมผสานทางวัฒนธรรม จึงทำให้สไตล์การตกแต่ง ในปัจจุบันมีความหลากหลายมากขึ้น บ่อยครั้งที่เราพบเห็นการตกแต่งที่ผสมผสานกันมากกว่าหนึ่งสไตล์ เช่น Tropical Chic, Modern Classic ฯลฯ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความชอบผู้อยู่อาศัย และความคิดสร้างสรรค์ของมัณฑนากรที่จะเพิ่มเติม ผสมผสาสไตล์การตกแต่งที่หลากหลายและรักษาความกลมกลืนขององค์ประกอบโดยรวมเอา ไว้ด้วยกัน

Classic Style

Classic Styleเคยเป็นสไตล์การตกแต่งที่นิยมกันใน ราชวัง และหมู่คนชั้นสูงในตะวันตกซึ่งเน้นความหรูหรา โอ่อ่า และเต็มไปด้วยรสนิยม ภาพเขียนจิตกร โคมไฟระย้า ตลอดจนงานผ้าม่านที่อ่อนช้อยจึงเป็นอะไรที่ขาดไม่ได้ในสไตล์นี้ ต่อมาภายหลังการตกแต่งแบบคลาสลิกได้แพร่กระจายมาสู่กลุ่มคนชั้นกลางและใช้ กันอย่างแพร่หลาย จึงทำให้ความหรูหราและรายละเอียดลดทอนลงไป อย่างการแกะสลักเป็นลวดลายนางฟ้าหรือเถาใบไม้ตามหน้าบานตู้เฟอร์นิเจอร์ก็ลด รายละเอียดลงเหลือเพียงการแต่งบานลูกฝัก


Country Style

Country Style คันทรี่สไตล์นั้นถึอ เป็นสไตล์ของชาวบ้านในแถบตะวันตก ซึ่งได้รับความนิยมและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เป็นสไตล์ที่เน้นความอบอุ่นของครอบครัว มีลักษณะสำคัญด้วยการตกแต่งผนังด้วยสีสัน และเล่นลวดลายดอกและหมากรุกบนโซฟาและ ผ้าม่าน





Tropical Style

Tropical Style คำว่า Tropicalหมายถึง เขตร้อนชื้น ดังนั้นการตกแต่งสไตล์นี้จึงเน้นการตกแต่งด้วยวัสดุธรรมชาติ 100%อย่างไม้ไผ่ ไม้สักย้อมสีโอ๊ค ตลอดจนเฟอร์นิเจอร์แนวหวายสาน ซึ่งเป็นวัสดุที่หาพบทั่วไปในเขตร้อนชื้น หลักของงานตกแต่งสไตล์ทรอปิคอลคือการนำธรรมชาติเข้ามาไว้ภายใน โทนสีที่พบในงานจึงเป็นโทนสีที่สะท้อนองค์ประกอบต่างๆตามธรรมชาติตั้งแต่สี เขียวสดของใบไม้ สีแสดของพันธุ์ไม้ต่างๆ ตลอดจนสีน้ำตาลของพื้นดินเป็นต้น นอกจากนี้ยังมีของตกแต่งอีกมากที่จุดประกายและสร้างเสน่ห์ให้กับแนวธรรมชาติ อย่างทรอปิคอลสไตล์ ตั้งแต่วัสดุผ้าไหม งานจิตรกรรม ก็เป็นตัวขับความเป็นธรรมชาติ มีชีวิตชีวาให้กับสไตล์นี้ได้ดีทีเดียว

ตัวอย่าง เช่น 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Modern Style

Modern Style เป็น สไตล์การตกแต่งที่เน้นความเรียบง่าย และนำรูปทรงเลขาคณิตสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม ทรงกลม มาใช้ในงานโทนสีมักจะประกอบไปด้วยสีเพียง 2-3 สีมากกว่าการใช้สีหลากหลาย หรือลวดลาย เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่จะอำนวยต่อพื้นที่เปิดโล่ง เน้นความ flow ต่อเนื่องทางสายตา และมีการนำวัสดุที่ไม่เป็นธรรมชาติมาผสมเช่นกระจก stainless acrylic เป็นต้น

ตัวอย่าง เช่น


ศิลปะ contemporary

ศิลปะร่วมสมัย หมายถึง การนำแนวคิดของลัทธิศิลปะสมัยเก่ากลับมาใช้ใหม่ โดยมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเรื่องราวหรือลวดลายบางส่วนให้มีความทันสมัย ทันเหตุการณ์ แต่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของลักษณะแนวความคิด รูปร่างรูปทรง ขั้นตอน หรือ วิธีการสร้างงานศิลปะตามยุคสมัยหรือลัทธิเดิม ดังเช่น การนำลวดลายหรูหราจากศิลปะโรโคโคมาดัดแปลงใช้เป็นลวดลายกระดาษ ลายผ้า ฯลฯ การวาดภาพวิวทิวทัศน์กรุงเทพฯ ยามเย็นโดยใช้การแต้มสีเหมือนศิลปะลัทธิอิมเพรสชั่นนิสม์ เป็นต้น

ในข้อเท็จจริงแล้ว คำว่าศิลปะร่วมสมัยยังไม่เคยถูกอธิบายขยายความอย่างแท้จริงเลย อย่างไรก็ตาม ภัณฑารักษ์ นักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ศิลป์ เหมือนจะเห็นพ้องต้องกันว่าศิลปะร่วมสมัยเชื่อมโยงกับพัฒนาการของศิลปะระดับนานาชาตินับภายหลังทศวรรษที่ 1970 เป็นต้นมา 

เราจะเห็นความคิดเช่นนี้ได้ในหนังสือของเคล้าส์ โฮเนฟฟ์ Klaus Honeff ชื่อ "ศิลปะร่วมสมัย" ซึ่งเขาชี้ว่า ศิลปะร่วมสมัยได้เปิดกว้างออกสู่กระแสสังคมและวัฒนธรรมที่อยู่นอกโลกแห่งศิลปะมากขึ้น ดังนั้นการประเมินของเขาที่ว่า "ศิลปะร่วมสมัยไม่เพียงแต่มุ่งให้ความใส่ใจต่อโลกแห่งศิลปะเท่านั้น ไม่ว่าในที่ใดก็ตาม มันดูเป็นสิ่งจำเป็นที่ศิลปะร่วมสมัยจะมุ่งให้ความสนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วไป และต่อกระแสสังคมวัฒนธรรมโดยองค์รวม"

ตังอย่างการออกแบบบ้าน Style Contemporary

 

การออกแบบดีไซน์คืออะไร?

การออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์นั้น เป็นขั้นตอนที่สำคัญและขั้นตอนต้นๆของการเตรียมการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ (Creative Think) ทางด้านศิลปะมาเป็นหลักการที่สำคัญสามารถทำให้สิ่งพิมพ์นั้นเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดความรู้ความคิดไปสู่ผู้อ่านอย่างมีประสิทธิภาพ

หลักการออกแบบสิ่งพิมพ์

สิ่งพิมพ์ที่พบเห็นโดยทั่วไปประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญหลายอย่าง ได้แก่ ตัวอักษรหริข้อความ ภาพประกอบ เนื้อที่ว่าง และส่วนประกอบอื่น การออกแบบสิ่งพิมพ์ต้องคำนึงถึงการจัดวางองค์ประกอบต่างๆ ดังกล่าวเข้าด้วยกันโดยใช้หลักการดังนี้

ทิศทางการและการเคลื่อนไหว (Direction & Movement)

เมื่อผู้รับสารมองดูสื่อสิ่งพิมพ์ การรับรู้เกิดขึ้นเป็นลำดับตามการมองเห็น กล่าวคือเกิดขึ้นตาม การกวาดสายตาจาก องค์ประกอบหนึ่งไปยังอีกองค์ประกอบหนึ่ง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีการดำเนินการวางแผน กำหนดและชักจูงสายตาของผู้รับสารให้เคลื่อนไหวไปในทิศทางที่ถูกต้อง ตามลำดับ ขององค์ประกอบที่ต้องการให้รับรู้ก่อนหลัง โดยทั่วไปหากไม่มีการสร้างจุดเด่นขึ้นมา สายตาของผู้รับสารจะมองดูหน้ากระดาษที่เป็นสื่อพิมพ์ในทิศทางของตัวอักษรซี (Z) ในภาษาอังกฤษ คือ จะเริ่มมองที่มุมบนด้านขวา แล้วไล่ลงมายังมุมล่างด้านซ้าย ไปจบที่มุมล่างด้านขวาตามลำดับ การจัดองค์ประกอบที่สอดคล้องกับธรรมชาติของการมองนี้ เป็นส่วนช่วยให้เกิดการรับรู้ตามลำดับที่ต้องการ

เอกภาพและความกลมกลืน (Unity & Harmony)

เอกภาพคือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งในการจัดทำเลย์เอาต์หมายถึงการนำเอาองค์ประกอบที่แตกต่างกันมาวางไว้ใน พื้นที่หน้า กระดาษเดียวกันได้อย่างกลมกลืน ทำหน้าที่สอดคล้องและส่งเสริมกันและกันในการสื่อสารความคิดรวบยอดและบุคลิกภาพของสื่อ สิ่งพิมพ์นั้น ๆ การสร้างเอกภาพนี้สามารถทำได้หลายวิธี เช่น
  1. การเลือกใช้องค์ประกอบอย่างสม่ำเสมอ เช่น การเลือกใช้แบบตัวอักษรเดียวกัน การเลือกใช้ภาพขาว ดำทั้งหมด เป็นต้น
  2. การสร้างความต่อเนื่องกันให้องค์ประกอบ องค์ประกอบ เช่น การจัดให้พาดหัววางทับลงบนภาพ การใช้ตัวอักษรที่เป็นข้อความ ล้อตามทรวดทรง ของภาพ เป็นต้น
  3. การเว้นพื้นที่ว่างรอบองค์ประกอบทั้งหมด ซึ่งจะทำให้พื้นที่ว่างนั้นทำหน้าที่เหมือนกรอบสีขาวล้อมรอบองค์ประกอบทั้งหมดไว้ภายในช่วยให้องค์ ประกอบทั้งหมดดูเหมือนว่าอยู่กันอย่างเป็นกลุ่มเป็นก้อน..


วันอังคารที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

แปลน หรือแผนผัง
รูปแบบแผนผัง (PLAN) 
                 
 เมื่อกล่าวถึงรูปแบบแผนผังในการเขียนแบบสถาปัตยกรรมแล้วย่อมหมายความถึง  เรื่องการฉายเส้นขนานทางดิ่ง
 จากเบื้องบนลงมาสู่ผืนราบนอน เป็นเกณฑ์ เว้นแต่มีบางโอกาสที่ผู้เขียนแบบหรือสถาปนิกต้องการจะแสดงรูปแบบของส่วนบนซึ่ง
 ไม่อาจมองเห็นได้ภายนอกอาคารเช่น เพดาน เป็นต้น จึงจะใช้วิธีฉายเส้นขนานทางดิ่งขึ้นจากพื้นเบื้องล่างไปสู่ผืนราบเบื้องบนซึ่ง
เปรียบเหมือนกับฝากล่อง รูปแบบชนิดนี้ก็คงเรียกว่า แผนผังเหมือนกันแต่จะบอกชื่อเพิ่มเติมให้ชัดว่าเป็น "รูปแผนผังเพดาน"  ความ
มุ่งหมายของรูปแผนผังเพดานนี้คงไม่มีอะไรสำคัญนักนอกจากจะแสดง ให้เห็นลวดลายเพดานหรือตำแหน่งเครื่องประดับเพดาน
 หรือเครื่องประกอบที่ติดตั้งไว้บนเพดาน เช่น สายไฟ ท่ออากาศ ฯลฯ



ตัวอย่างแปลนในอาคารที่พักอาศัย
ภาพตัวอย่างผลงานสีน้ำ


รูปแบบวิวภายนอก


รูปห้องนั่งเล่น


ห้องนักเล่น